Authentic Assessment — การประเมินตามสภาพจริง

แนวคิด การประเมิน การแสดงออกถึงกระบวนการทำงานผ่านการปฏิบัติจริง เพื่อค้นหา ศักยภาพและคุณลักษณะที่แท้จริง ของผู้เรียน โดยใช้กิจกรรม งาน ชิ้นงาน หรือสถานการณ์ที่ผู้เรียนพบ ในชีวิตจริง หรือสถานการณ์ที่ซับซ้อน ดำเนินการต่อเนื่องตลอดการเรียนการสอน และผสาน การเรียนการสอน (Teaching) + การเรียนรู้ (Learning) + การประเมิน (Assessing) เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เก็บข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพจากทั้ง กระบวนการเรียนรู้ (process) การปฏิบัติงาน (performance) และผลผลิต (product)

ต่างจากข้อสอบปกติตรงที่ เน้นผู้เรียนเป็นผู้ถูกประเมิน ใช้วิธีการหลากหลาย หลายครั้ง หลายผู้ประเมิน มุ่งไปที่ การนำผลไปส่งเสริมและพัฒนา มากกว่าการจัดอันดับ และสะท้อนคำถามสำคัญว่า “ผู้เรียนมีความรู้อะไร และทำอะไรได้”

องค์ประกอบ / 5 ประเด็นที่ครูต้องกำหนดก่อนประเมิน

  1. วัตถุประสงค์และเป้าหมาย ของการวัดประเมินให้ชัดเจน
  2. สิ่งที่มุ่งวัดประเมิน — พัฒนาการที่เกิดขึ้นหรือสมรรถนะที่ผู้เรียนจะแสดงออก
  3. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล — จะใช้เครื่องมืออะไร
  4. ใครบ้างที่มีส่วนเกี่ยวข้อง — ครู ผู้เรียนเอง เพื่อน และผู้ปกครอง
  5. ช่วงเวลาและเกณฑ์การประเมิน — ประเมินเมื่อไร และใช้อะไรเป็นเกณฑ์ตัดสิน

สิ่งที่ควรประเมิน — 5 ด้าน (กรมส่งเสริมการสอนฯ 2542, หน้า 25)

  • ผลการเรียนด้านวิชาการ — ความรู้และความเข้าใจในสาระ
  • การใช้เหตุผล — การแก้ปัญหา วิธีการทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการสร้างความรู้
  • ทักษะและสมรรถนะ — การนำเสนอ การเขียน การทำงานเป็นทีม การวิจัย การจัดระบบและวิเคราะห์ข้อมูล การใช้เทคโนโลยี ความอดทนและฝ่าฟันอุปสรรค
  • เจตคติ — การพัฒนาตนเอง การรักศรัทธา ความรับผิดชอบ ความรักธรรมชาติ
  • นิสัยการทำงาน — ทำงานได้สำเร็จตรงตามเวลา ใช้เวลาอย่างมีค่า มีความรับผิดชอบ

วิธีประเมินที่ใช้ได้ — แบบสัมภาษณ์ • แบบสังเกต • แบบสอบถาม • แบบประเมินชิ้นงาน • แบบประเมินการปฏิบัติ • แบบบันทึกการเรียนรู้ • แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) • การอภิปราย • การนำเสนอด้วยวาจา • โครงการ • การปฏิบัติทดลอง • การสร้างสถานการณ์จำลอง

เกณฑ์รูบริกส์ (Rubrics) — มี 2 แบบ:

  • ภาพรวม (Holistic Rubrics) พิจารณาจากภาพรวมของชิ้นงานแล้วให้คะแนนเป็นระดับ เช่น ดีมาก / ดี / พอใช้ / ต้องปรับปรุง หรือ 4-3-2-1
  • แยกหมวด (Analytic Rubrics) แยกคะแนนทีละมิติ เหมาะกับงานที่ต้องการบอกนักเรียนว่า “อ่อนตรงไหน” เพื่อแก้ไขเจาะจง

ตัวอย่างในวิชาการงานอาชีพ ม.2 — หน่วย “การประดิษฐ์สิ่งของ” ประเมิน 3 ชิ้นงานตลอดภาคเรียนแทนข้อสอบปากคำเดียว

  • ชิ้นงานที่ 1 — การทำแผนงาน: ผู้เรียนวางแผนก่อนลงมือ (แบบเกณฑ์รูบริกส์ 4 ระดับ วัดการกำหนดขั้นตอน การคำนวณวัสดุ และความปลอดภัย)
  • ชิ้นงานที่ 2 — การปฏิบัติจริง: ครูสังเกตการทำงานจริงในห้อง ตามเกณฑ์ความปลอดภัย ความเรียบร้อย และการใช้เครื่องมืออย่างประหยัด
  • ชิ้นงานที่ 3 — แฟ้มสะสมผลงาน: ผู้เรียนคัดเลือกภาพถ่ายงาน ภาพก่อน–ระหว่าง–หลัง และเขียนคำอธิบายว่า “อะไรทำได้ดี อะไรต้องปรับปรุง” พร้อมประเมินตนเองตามเกณฑ์
  • ใช้ผลจาก 3 ชิ้นงานรวมกับการสังเกตระหว่างเรียน แล้วให้ ข้อมูลย้อนกลับ (feedback) เป็นรายบุคคลในคาบถัดไป

ข้อดี

  • วัดได้ตรงกับงานจริง วัด “ทำได้” มากกว่า “จำได้” ซึ่งตรงกับสมรรถนะปลายทางของการงานอาชีพ
  • ครูเห็นช่องโหว่รายบุคคลตั้งแต่ระหว่างเรียน และแก้ไขได้ทันที ไม่ต้องรอผลสอบปลายเทอม
  • เด็กได้รับการมองเห็นศักยภาพตนเอง เพิ่มแรงจูงใจและพัฒนาการตัดสินใจในการเรียนรู้
  • ลดการพึ่งข้อสอบกระดาษเพียงอย่างเดียว และเปิดโอกาสให้นักเรียนที่อ่านเขียนไม่เก่งได้วัดผลด้วย
  • ประเมินได้หลายแบบและหลายครั้ง ทำให้ผลมีความเที่ยงตรงและเชื่อถือได้มากขึ้น

ข้อจำกัด

  • ใช้เวลาและแรงครูมาก — ต้องออกแบบภาระงาน เกณฑ์รูบริกส์ และตรวจงานจำนวนมาก
  • ประเมินรายบุคคลเป็นไปได้ยากเมื่อชั้นใหญ่ ถ้ามีนักเรียน 40 คน การเก็บหลักฐานรายบุคคลครบทุกคนต้องใช้เวลามาก
  • เกณฑ์รูบริกส์ที่ไม่ชัดทำให้เกิดความเห็นไม่ตรงกัน ต้องเขียนระดับคุณภาพให้เป็นรูปธรรมและทดลองใช้ก่อนจริง
  • ภาระงานต้องเป็นของจริง ถ้าสภาพจำลองไม่สมจริงเท่าชีวิตจริง ผลที่ได้ก็ไม่สะท้อนศักยภาพจริง
  • เปราะกับการวัดวินัยและความรับผิดชอบของนักเรียน ถ้าทำงานไม่เสร็จ การประเมินจะไม่สะท้อนความสามารถที่แท้จริง

แหล่งต้นทาง


โน้ตที่เกี่ยวข้อง